พบกับทีมที่มีที่ตั้งอยู่บริเวณตีนภูเขาไฟที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ทีมที่แม้จะไร้ถ้วยรางวัล แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนอันยอดเยี่ยมจากท้องถิ่น เวนท์ฟอเรต์ โคฟุ
| ประวัติ |
เพียงแค่สองชั่วโมงจากโตเกียว เบื้องหลังของภูเขาไฟฟูจิอันเลื่องลือเป็นดินแดนที่เป็นที่ตั้งของทีมที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของทีมที่ไม่ได้มีที่ตั้งอยู่ในเมืองนามว่า “เวนท์ฟอเรต์ โคฟุ” โดยจุดกำเนิดของพวกเขาคงต้องย้อนไปในปี 1965 เมื่ออดีตนักเรียนของโรงเรียนมัธยมปลายโคฟุได้ก่อตั้งทีมขึ้นมาด้วยความหวังว่าในสักวันหนึ่งทีมของพวกเขาจะได้เป็นสโมสรอาชีพ
ตอนที่เจลีกเปิดฉากอย่างเป็นทางการในปี 1993 ยังมีสถานะเป็นแค่เพียงทีมในดิวิชั่น 2 ของ Japan Football League ซึ่งถือเป็นดิวิชั่นลำดับที่ 3 ของญี่ปุ่นในขณะนั้น หลังเลื่อนชั้นขึ้นมา พวกเขาใช้เวลาห้าปีในลีกกึ่งอาชีพ ก่อนจะได้เป็น 1 ใน 10 ทีมก่อตั้งของเจลีกดิวิชั่น 2 ในปี 1999
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ เวนท์ฟอเรต์ ในช่วงแรกอาจไม่ใช่ผลงานในสนาม แต่กลับเป็นบนอัฒจันทร์ของพวกเขาเสียมากกว่า โดยในปีแรกของเวนท์ฟอเรต์ในเจทู พวกเขามีผู้ชมในบ้านเฉลี่ยแค่เพียงราว 1,500 คนเท่านั้น
หลังจากนั้น สโมสรก็เริ่มลงทุนอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสรรหาผู้สนับสนุนรายใหม่ที่เป็นคนในท้องถิ่น โดยแม้ว่าผลงานในสนามอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่จำนวนแฟนบอลกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สามปีแรกของการเป็นทีมอาชีพ เวนท์ฟอเรต์ยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนจากการจบอันดับสุดท้ายของตารางตั้งแต่ปี 1999-2001 แต่หลังจากนั้นผลงานทั้งในสนามและนอกสนามก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ก่อนจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดในปี 2005 ด้วยจำนวนผู้ชมเฉลี่ย 7,000 คน และเพิ่มเป็น 15,000 คนในฤดูกาลต่อมา
ซึ่งการเลื่อนชั้นของพวกเขาในครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย เริ่มตั้งแต่ชัยชนะอย่างเหลือเชื่อถึงสองนัดกับทีมบนหัวตารางของเจทู จนทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 และได้สิทธิ์เพลย์ออฟกับทีมอันดับ 16 ของเจลีกดิวิชั่น 1 อย่าง คาชิวา เรย์โซล
แม้ว่าเกมแรกที่แข่งในบ้าน เวนท์ฟอเรต์ จะเอาชนะมาได้ 2-1 แต่เกมที่สองที่ต้องไปเยือนคาชิวา หากวัดกันด้วยชื่อชั้นก็เป็นรองอยู่พอสมควร ทว่า บาเร หัวหอกชาวบราซิลก็ทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการเหมาคนเดียว 6 ประตู ทำดับเบิ้ลแฮตทริคให้เวนท์ฟอเรต์เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 6-2 รวมสองนัดคว้าชัยไปย่างถล่มทลาย 8-3 เลื่อนชั้นขึ้นสู่เจลีกดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
หลังจากนั้นแม้พวกเขาจะยังร้างราถ้วยรางวัล แถมตกชั้นไปถึง 2 ครั้ง(และเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ในปีถัดมา) แต่จวนนวนผู้ชมในสนามก็ไม่เคยต่ำกว่า 10,000 คน เกิดเป็นสโมสรที่เป็นต้นแบบให้ทีมเล็กๆมีความหวังที่จะก้าวขึ้นมาบนลีกสูงสุดของญี่ปุ่น
ตอนที่เจลีกเปิดฉากอย่างเป็นทางการในปี 1993 ยังมีสถานะเป็นแค่เพียงทีมในดิวิชั่น 2 ของ Japan Football League ซึ่งถือเป็นดิวิชั่นลำดับที่ 3 ของญี่ปุ่นในขณะนั้น หลังเลื่อนชั้นขึ้นมา พวกเขาใช้เวลาห้าปีในลีกกึ่งอาชีพ ก่อนจะได้เป็น 1 ใน 10 ทีมก่อตั้งของเจลีกดิวิชั่น 2 ในปี 1999
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ เวนท์ฟอเรต์ ในช่วงแรกอาจไม่ใช่ผลงานในสนาม แต่กลับเป็นบนอัฒจันทร์ของพวกเขาเสียมากกว่า โดยในปีแรกของเวนท์ฟอเรต์ในเจทู พวกเขามีผู้ชมในบ้านเฉลี่ยแค่เพียงราว 1,500 คนเท่านั้น
หลังจากนั้น สโมสรก็เริ่มลงทุนอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสรรหาผู้สนับสนุนรายใหม่ที่เป็นคนในท้องถิ่น โดยแม้ว่าผลงานในสนามอาจจะไม่ค่อยดีนัก แต่จำนวนแฟนบอลกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สามปีแรกของการเป็นทีมอาชีพ เวนท์ฟอเรต์ยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนจากการจบอันดับสุดท้ายของตารางตั้งแต่ปี 1999-2001 แต่หลังจากนั้นผลงานทั้งในสนามและนอกสนามก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ก่อนจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นบนลีกสูงสุดในปี 2005 ด้วยจำนวนผู้ชมเฉลี่ย 7,000 คน และเพิ่มเป็น 15,000 คนในฤดูกาลต่อมา
ซึ่งการเลื่อนชั้นของพวกเขาในครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย เริ่มตั้งแต่ชัยชนะอย่างเหลือเชื่อถึงสองนัดกับทีมบนหัวตารางของเจทู จนทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 และได้สิทธิ์เพลย์ออฟกับทีมอันดับ 16 ของเจลีกดิวิชั่น 1 อย่าง คาชิวา เรย์โซล
แม้ว่าเกมแรกที่แข่งในบ้าน เวนท์ฟอเรต์ จะเอาชนะมาได้ 2-1 แต่เกมที่สองที่ต้องไปเยือนคาชิวา หากวัดกันด้วยชื่อชั้นก็เป็นรองอยู่พอสมควร ทว่า บาเร หัวหอกชาวบราซิลก็ทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการเหมาคนเดียว 6 ประตู ทำดับเบิ้ลแฮตทริคให้เวนท์ฟอเรต์เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 6-2 รวมสองนัดคว้าชัยไปย่างถล่มทลาย 8-3 เลื่อนชั้นขึ้นสู่เจลีกดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
หลังจากนั้นแม้พวกเขาจะยังร้างราถ้วยรางวัล แถมตกชั้นไปถึง 2 ครั้ง(และเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ในปีถัดมา) แต่จวนนวนผู้ชมในสนามก็ไม่เคยต่ำกว่า 10,000 คน เกิดเป็นสโมสรที่เป็นต้นแบบให้ทีมเล็กๆมีความหวังที่จะก้าวขึ้นมาบนลีกสูงสุดของญี่ปุ่น
| ดาราเด่น |
ทาคาฟุมิ โองุระ อดีตดาวยิงของนาโงยา แกรมปัส และเคยไปค้าแข้งในลีกฮอลแลนด์ ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตนักเตะอาชีพอยู่กับเวนท์ฟอเรต์ถึง 3 ฤดูกาลก่อนแขวนสตั๊ด และเป็นสมาชิกในทีมชุดเลื่อนชั้นในปี 2005
มาร์เซโล บารอน โพลันสกี หัวหอกบราซิลเลียนผู้เป็นกำลังสำคัญให้กับ เวนท์ฟอเรต์ ในศึก JFL ฤดูกาล 1998 โพลันสกีซัดไป 31 ประตูจาก 29 นัดในลีก และอีก 10 ตุงในเอมเพอเรอร์คัพ หลังไปใช้ชีวิตกับทีมอื่นในเจวัน เขาก็กลับมาสู่ทีมอีกครั้งในปี 2004
คัตสึยะ อิชิฮารา กองกลางและกองหลัง ก็ค้าแข้งโดยยึดตำแหน่งผู้เล่นตัวจริงของเวนท์ฟอเรต์มานานกว่าทศวรรษ เขาเริ่มต้นในฐานะผู้เล่นดาวรุ่งของทีมในปี 2001และลงเล่นให้ทีมไปถึง 30 นัด แถมยังเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมเลื่อนชั้นในปี 2005 ก่อนจะมาได้รับตำแหน่งกัปตันทีมในปี 2007
อีกหนึ่งนักเตะบราซิลเลียนที่คงไม่พูดถึงไม่ได้คือ ดาวี ที่แม้จะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีในปี 2011แต่หลังจากนั้นเพียงฤดูกาลเดียวเขาก็กู้ชื่อกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการซัดไป 32 นัดจาก 36 เกม ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ
แต่นักเตะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเวนท์ฟอเรต์น่าจะเป็น ไมค์ ฮาร์ฟนาร์ ดาวเตะเลือดฮอลแลนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่มีส่วนสูงถึง 194 เซนติเมตร ดาวเตะร่างโย่งเล่นให้กับเวนท์ฟอเรต์อยู่ 2 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม วิเทสส์ ในลีกแดนกังหันลม และตอนนี้ก็ได้กลายเป็นผู้เล่นขาประจำในทีมชาติของ อัลแบร์โต ซัคเคโรนี ไปแล้ว
มาร์เซโล บารอน โพลันสกี หัวหอกบราซิลเลียนผู้เป็นกำลังสำคัญให้กับ เวนท์ฟอเรต์ ในศึก JFL ฤดูกาล 1998 โพลันสกีซัดไป 31 ประตูจาก 29 นัดในลีก และอีก 10 ตุงในเอมเพอเรอร์คัพ หลังไปใช้ชีวิตกับทีมอื่นในเจวัน เขาก็กลับมาสู่ทีมอีกครั้งในปี 2004
คัตสึยะ อิชิฮารา กองกลางและกองหลัง ก็ค้าแข้งโดยยึดตำแหน่งผู้เล่นตัวจริงของเวนท์ฟอเรต์มานานกว่าทศวรรษ เขาเริ่มต้นในฐานะผู้เล่นดาวรุ่งของทีมในปี 2001และลงเล่นให้ทีมไปถึง 30 นัด แถมยังเป็นกำลังสำคัญในการพาทีมเลื่อนชั้นในปี 2005 ก่อนจะมาได้รับตำแหน่งกัปตันทีมในปี 2007
อีกหนึ่งนักเตะบราซิลเลียนที่คงไม่พูดถึงไม่ได้คือ ดาวี ที่แม้จะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีในปี 2011แต่หลังจากนั้นเพียงฤดูกาลเดียวเขาก็กู้ชื่อกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการซัดไป 32 นัดจาก 36 เกม ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ
แต่นักเตะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเวนท์ฟอเรต์น่าจะเป็น ไมค์ ฮาร์ฟนาร์ ดาวเตะเลือดฮอลแลนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่มีส่วนสูงถึง 194 เซนติเมตร ดาวเตะร่างโย่งเล่นให้กับเวนท์ฟอเรต์อยู่ 2 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม วิเทสส์ ในลีกแดนกังหันลม และตอนนี้ก็ได้กลายเป็นผู้เล่นขาประจำในทีมชาติของ อัลแบร์โต ซัคเคโรนี ไปแล้ว
| สนามเหย้า |
สนาม ยามานาชิ จูโอ แบงค์ สเตเดียม ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1985 เป็นสนามกีฬาอเนกประสงค์ดังเช่นสนามกีฬาทั่วไปของญี่ปุ่น สนามแห่งนี้จุผู้ชมได้ราว 17,000 คน โดยเพิ่งจะขยายอัฒจันทร์ทั้งสองฝั่งไปได้ไม่นาน หลังถูกเจลีกร้องขอให้ต่อเติมเพื่อเพิ่มฐานแฟนบอล
| ชุดแข่งและสีเสื้อ |
แต่เดิมสีหลักประจำทีมของเวนท์ฟอเรต์คือสีแดง แต่ภายหลังก็ได้มีการปรับมาใช้เป็นสีน้ำเงินแล้วคาดแถบแดงแทน ชุดแข่งของพวกเขาบางครั้งก็ได้รับอิทธิพลมาจากชุดของตระกูลทาเคดะ(ชินเง็น) ตระกูลซามูไรอันเลื่องชื่อในสมัยเฮอันของญี่ปุ่น ที่มีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ
| มาสคอต |
แวนคุง กับ ฟอเรต์จัง เป็นมาสคอตที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ไคเคน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ สุนัขลายเสือ ซึ่งถูกใช้ในฐานะสุนัขล่าเนื้อ นอกจากนี้ไคเคนยังเป็นสุนัขที่มีอายุยืนที่สุดในญี่ปุ่น